Raspberry Pi คืออะไร? จากคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กกระทัดรัดราคาประหยัด สู่เครื่องมือที่ช่วยเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน บอร์ด Raspberry Pi ไม่ได้เป็นเพียงแค่แผงวงจรสีเขียว แต่คือโอกาสให้ทั้งนักเรียน นักพัฒนา และคนรัก Gadget ได้ปลดปล่อยจินตนาการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างไร้ขีดจำกัด
มาร่วมค้นหาคำตอบว่าRaspberry Pi คืออะไร? ทําอะไรได้บ้าง และเหตุผลที่ทำให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่ครองใจคนทั่วโลกได้ในบทความนี้
Key Takeaways
- Raspberry Pi คือคอมพิวเตอร์ขนาดเท่าบัตรเครดิต นำไปสร้างโปรเจคได้ตามจินตนาการ
- แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีส่วนประกอบครบเหมือน PC ทั้ง CPU, RAM และพอร์ตเชื่อมต่อต่าง ๆ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ GPIO Pins ที่ใช้เชื่อมต่อกับเซนเซอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายนอก
- มีให้เลือกตั้งแต่รุ่นจิ๋วราคาประหยัด (Zero) สำหรับงานฝังตัว, รุ่นมาตรฐาน (Pi 3/4/5) ที่รองรับ Wi-Fi และจอ 4K ไปจนถึงรุ่น Pi 500+ ที่มาในรูปแบบคีย์บอร์ดพร้อมใช้งาน
- Raspberry Pi รองรับระบบปฏิบัติการ Linux กินไฟต่ำมาก และถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อโลกซอฟต์แวร์เข้ากับฮาร์ดแวร์ได้อย่างอิสระ เหมาะทั้งสำหรับการเรียนรู้และการใช้งานจริง
- ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายและเป็นระบบเปิด (Open Source) ทำให้มีชุมชนผู้ใช้งานขนาดใหญ่ทั่วโลก พร้อมแบ่งปันคู่มือและโปรเจคตัวอย่าง ช่วยให้ผู้เริ่มต้นศึกษาได้ด้วยตนเองอย่างรวดเร็ว
สารบัญบทความ
Raspberry Pi คืออะไร?

Raspberry Pi คืออะไร? Raspberry Pi คือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่มีขนาดเพียงเท่ากับบัตรเครดิต (Single-Board Computer) หรือนำไปประยุกต์ใช้ในโปรเจคอัจฉริยะต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
Raspberry Pi ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
แม้จะมีขนาดเล็กแต่บอร์ด Raspberry Pi มีส่วนประกอบพื้นฐานคล้ายกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป ดังนี้
-
Processor (CPU/GPU): หัวใจหลักในการประมวลผล ส่วนใหญ่ใช้สถาปัตยกรรม ARM
-
RAM: หน่วยความจำหลักที่มีให้เลือกหลายขนาดตามรุ่น
-
USB Ports: สำหรับเชื่อมต่อคีย์บอร์ด เมาส์ และอุปกรณ์เสริม
-
HDMI Port: สำหรับเชื่อมต่อหน้าจอแสดงผล (รุ่นใหม่รองรับความละเอียดสูง)
-
MicroSD Card Slot: ใช้สำหรับเก็บระบบปฏิบัติการ (OS) และข้อมูลแทนฮาร์ดดิสก์
-
GPIO Pins: จุดเด่นที่ทำให้ต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไป ใช้เชื่อมต่อกับเซนเซอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายนอก
-
Ethernet & Wi-Fi: ระบบการเชื่อมต่อเครือข่าย
Raspberry Pi มีกี่รุ่น อะไรบ้าง

บอร์ด Raspberry Pi ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในปี 2012 โดยมูลนิธิ Raspberry Pi ในสหราชอาณาจักร โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ในราคาประหยัด จุดเด่นที่ทำให้โด่งดังคือความสามารถในการรันระบบปฏิบัติการ Linux กินไฟต่ำ และที่สำคัญที่สุดคือ GPIO Pins ที่เปิดโอกาสให้เหล่านักพัฒนาเชื่อมต่อโลกซอฟต์แวร์เข้ากับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ได้อย่างอิสระ
1. Raspberry Pi 1 Model B
นี่คือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยว (SBC) ที่เปิดตัวในปี 2012 โดยใช้ชิป Broadcom BCM2835 สถาปัตยกรรม ARM11 ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นความท้าทายอย่างมากที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ราคา 35 ดอลลาร์รันระบบปฏิบัติการ GUI ได้ ตัวบอร์ดมาพร้อม RAM 256MB (ภายหลังเพิ่มเป็น 512MB) มีพอร์ต Composite Video (สีเหลือง) และพอร์ต HDMI เพื่อรองรับทั้งจอโทรทัศน์รุ่นเก่าและรุ่นใหม่ เป็นรุ่นที่สร้างรากฐานให้ชุมชนนักพัฒนาทั่วโลก
2. Raspberry Pi 1 Model A
รุ่นนี้ถูกตัดทอนองค์ประกอบบางส่วนจาก Model B เพื่อลดต้นทุนการผลิตและอัตราการใช้พลังงานให้ต่ำที่สุด โดยการตัดชิป LAN (Ethernet) ออก และลดพอร์ต USB ให้เหลือเพียงช่องเดียว ส่งผลให้บอร์ด Raspberry Pi รุ่นนี้กินไฟต่ำกว่า 500mA มาก จึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับ Raspberry Pi โปรเจคที่ต้องทำงานด้วยแบตเตอรี่หรือระบบ Solar Cell ในยุคแรก และเป็นต้นกำเนิดของปรัชญา "Model A" ที่เน้นความประหยัดและกะทัดรัด
3. Raspberry Pi 1 Model B+
การปรับปรุงครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในปี 2014 โดยยึดหลักการฟังเสียงตอบรับจากผู้ใช้งาน (Community Feedback) มีการเพิ่มจำนวนขา GPIO จาก 26 พิน เป็น 40 พิน ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานถาวรมาจนถึงปัจจุบัน เปลี่ยนพอร์ตจ่ายไฟเป็น Micro USB และปรับปรุงวงจรจ่ายไฟภายในให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น (Switching Regulators) นอกจากนี้ยังเปลี่ยนมาใช้ MicroSD Card แทน SD Card ขนาดใหญ่ที่มักจะยื่นออกมานอกบอร์ด Raspberry Pi จนหักง่าย
4. Raspberry Pi 1 Model A+
รุ่นนี้คือการนำบอร์ด Model A มาทำใหม่ภายใต้มาตรฐานของรุ่น B+ โดยลดขนาดความยาวของบอร์ด Raspberry Pi ลงให้สั้นที่สุด (Small Form Factor) เป็นรุ่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อ "งานติดตั้งถาวร" หรือโปรเจคที่ต้องการน้ำหนักเบาและพื้นที่ติดตั้งน้อยมาก เช่น หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วหรือโดรนในยุคแรก ๆ โดยยังคงจุดเด่นเรื่องการกินไฟที่ต่ำมากเอาไว้เช่นเดิม
5. Raspberry Pi 2 Model B
ก้าวเข้าสู่ยุค 32-bit อย่างเต็มตัวในปี 2015 ด้วยการเปลี่ยนมาใช้ CPU BCM2836 แบบ Quad-core Cortex-A7 ความเร็ว 900MHz และเพิ่ม RAM เป็น 1GB แบบ LPDDR2 การอัปเกรดนี้ทำให้ความเร็วในการประมวลผลสูงขึ้นกว่ารุ่นแรกถึง 6 เท่า ทำให้ Raspberry Pi เริ่มถูกนำมาใช้เป็นเครื่อง Server ขนาดเล็ก หรือใช้รัน Windows 10 IoT Core ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มันถูกมองว่าเป็นมากกว่าแค่ของเล่นเด็ก
6. Raspberry Pi Zero
เปิดตัวในปี 2015 พร้อมสร้างความตกตะลึงด้วยราคาเพียง 5 ดอลลาร์ (ประมาณ 170-200 บาท) โดยใช้ชิปตัวเดียวกับรุ่นแรกแต่เร่งความเร็ว (Overclock) ไปที่ 1GHz ตัวบอร์ด Raspberry Pi ถูกออกแบบให้บางเฉียบด้วยการใช้พอร์ต Mini HDMI และ Micro USB (OTG) เพื่อประหยัดพื้นที่ โดยไม่มีขาพิน GPIO ติดตั้งมาให้ (ผู้ใช้ต้องบัดกรีเอง) ทำให้มันเป็นคอมพิวเตอร์ที่เล็กที่สุดและราคาถูกที่สุดในโลก ณ เวลานั้น
7. Raspberry Pi 3 Model B
Raspberry Pi 3 คืออะไร? Raspberry Pi 3 เปิดตัวในปี 2016 และถือเป็นรุ่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดรุ่นหนึ่ง เพราะเป็นการข้ามเข้าสู่สถาปัตยกรรม 64-bit ด้วย CPU Cortex-A53 และที่สำคัญที่สุดคือการติดตั้งชิป Cypress ที่รองรับ 802.11n Wi-Fi และ Bluetooth 4.1 ลงบนบอร์ด Raspberry Pi โดยตรง ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเสียพอร์ต USB ไปกับการเสียบ Dongle ไร้สายอีกต่อไป เป็นรุ่นที่ผลักดันให้โปรเจค Home Automation เติบโตอย่างรวดเร็ว
8. Raspberry Pi Zero W
ด้วยความสำเร็จของรุ่น Zero ดั้งเดิม ผู้พัฒนาจึงได้เพิ่มฟีเจอร์ที่ขาดหายไปนั่นคือการเชื่อมต่อไร้สาย โดยใช้ชิปสื่อสารตัวเดียวกับรุ่น 3B ใส่ลงไปในบอร์ด Raspberry Pi ทำให้รุ่น Zero W กลายเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับงาน IOT Gateway ที่ต้องการความสวยงามและการซ่อนตัวในชิ้นงาน เช่น กระจกอัจฉริยะ (Magic Mirror) หรือเซนเซอร์วัดอุณหภูมิไร้สายภายในบ้าน
9. Raspberry Pi 3 Model B+
รุ่นปรับปรุง (Refresh) ของซีรีส์ 3 ที่มีการครอบฝาโลหะบนชิป CPU เพื่อช่วยกระจายความร้อนและจัดการเรื่องสัญญาณรบกวนคลื่นวิทยุได้ดีขึ้น อัปเกรด Wi-Fi เป็นแบบ Dual-band (2.4GHz/5GHz) และรองรับ Gigabit Ethernet (แม้ความเร็วจะถูกจำกัดที่ประมาณ 330Mbps เนื่องจากคอขวดที่บัส USB 2.0) ถือเป็นรุ่นที่เสถียรที่สุดในตระกูล 3
10. Raspberry Pi 3 Model A+
เป็นการนำเอาขุมพลังของ 3B+ มาย่อส่วนลงในรูปแบบ Model A (บอร์ดสั้น) โดยตัดชิป Ethernet และ Hub USB ออก เหลือเพียงพอร์ต USB 2.0 เพียงช่องเดียว รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องว่างระหว่างรุ่น Zero W (ที่สเปกต่ำไป) และรุ่น 3B+ (ที่ขนาดใหญ่เกินไป) เหมาะสำหรับงานประมวลผลภาพ (Image Processing) เบื้องต้นในหุ่นยนต์ขนาดเล็ก
11. Raspberry Pi 4 Model A
Raspberry Pi รุ่นนี้นำสถาปัตยกรรมระดับสูงจากรุ่น 4B มาปรับลดพอร์ตเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลงและขนาดที่กะทัดรัด โดยยังคงรักษา CPU Quad-core ประสิทธิภาพสูงไว้ แต่ตัดพอร์ต Ethernet และลดพอร์ต USB 3.0 ลง เพื่อให้เหมาะกับงานในระดับอุตสาหกรรมที่ต้องการการประมวลผลสมัยใหม่แต่ไม่ได้ต้องการพอร์ตเชื่อมต่อจำนวนมาก
12. Raspberry Pi 4 Model B
รุ่นนี้เปิดตัวปี 2019 ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญด้วยการใช้ CPU Cortex-A72 ที่ทรงพลังพอจะใช้แทน PC ได้จริง เปลี่ยนพอร์ต HDMI เป็น Micro HDMI 2 ช่อง รองรับจอ 4K 60fps และเป็นครั้งแรกที่มีพอร์ต USB 3.0 รวมถึง Gigabit Ethernet ความเร็วเต็มสปีด นอกจากนี้ยังมีตัวเลือก RAM ที่หลากหลาย (2GB, 4GB, 8GB) เพื่อรองรับงานหนักอย่างการตัดต่อวิดีโอหรือการทำ Cluster Server
13. Raspberry Pi 5
Raspberry Pi 5 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2023 โดยเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญด้วยชิปประมวลผล Broadcom BCM2712 ที่แรงขึ้นกว่ารุ่นก่อนถึง 2-3 เท่า จุดเด่นอยู่ที่การเพิ่มพอร์ต PCI Express 2.0 สำหรับต่อ SSD, มีชิป I/O คอนโทรลเลอร์ที่พัฒนาเอง (RP1) เพื่อเพิ่มแบนด์วิดท์การเชื่อมต่อ และมาพร้อมปุ่มเปิด-ปิดเครื่องเป็นครั้งแรก
14. Raspberry Pi 400
ได้รับแรงบันดาลใจจากคอมพิวเตอร์ในยุค 80 อย่าง Commodore 64 โดยการนำบอร์ด Raspberry Pi 4 มาปรับแต่งโครงสร้างใหม่ (Form Factor) ให้ยาวขึ้นเพื่อติดตั้งแผงระบายความร้อนขนาดใหญ่และบรรจุลงในคีย์บอร์ด ตัวเครื่องมีพอร์ตเชื่อมต่อทั้งหมดอยู่ด้านหลัง ออกแบบมาเพื่อเน้นการใช้งานด้านการศึกษาและการเขียนโปรแกรมโดยเฉพาะ ช่วยแก้ปัญหาความยุ่งยากในการจัดเก็บสายไฟและอุปกรณ์เสริม
เหตุผลที่ Raspberry Pi ได้รับความนิยม
-
ราคาเข้าถึงง่าย : เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้รับ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก
-
ชุมชนผู้ใช้งานขนาดใหญ่ : มีแหล่งข้อมูล คู่มือ และโปรเจคตัวอย่างมากมายบนอินเทอร์เน็ต
-
ความยืดหยุ่นสูง : ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่ดูหนัง ฟังเพลง ไปจนถึงควบคุมหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรในโรงงาน
-
ความปลอดภัยและมาตรฐาน : เป็นระบบเปิด (Open Source) ที่ได้รับการสนับสนุนจากนักพัฒนาทั่วโลก
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)
Raspberry Pi ใช้ทําอะไรได้บ้าง?
Raspberry Pi สามารถใช้เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ทำเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก สร้างเครื่องเล่นเกม Retro หรือระบบควบคุม Smart Home และ IoT
Raspberry Pi ราคาเท่าไหร่?
บอร์ด Raspberry Pi ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 500 บาท (รุ่น Zero) ไปจนถึง 3,500+ บาท (รุ่น 4/5) ขึ้นอยู่กับสเปกและร้านตัวแทนจำหน่าย
อยากเริ่มทำโปรเจค Raspberry Pi เลือกซื้อได้ที่ Global Byte
สรุปแล้ว Raspberry Pi คืออะไร? Raspberry Pi คือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ประสิทธิภาพสูง รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่โปรเจคการศึกษาไปจนถึงนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรม ด้วยโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและการเชื่อมต่อผ่าน GPIO ทำให้เป็นอุปกรณ์สำคัญในยุค IoT โดยปัจจุบันมีให้เลือกหลายรุ่นตามความเหมาะสมของงบประมาณและลักษณะงาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนไอเดียสร้างสรรค์ให้เป็นจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากกำลังมองหา Raspberry Pi เพื่อโปรเจคสำคัญ Global Byte พร้อมดูแลคุณในฐานะ Approved Reseller อย่างเป็นทางการภายใต้เครือข่ายของ Globaltronic Intertrade Co., Ltd. (ได้รับการรับรองโดย Farnell/element14) เราการันตีความโปร่งใสทั้งเรื่องสเปกสินค้า การรับประกัน และการซัพพอร์ตเชิงเทคนิคแบบครบวงจร
เรามีสินค้าสต็อกแน่นพร้อมส่ง ตั้งแต่บอร์ดรุ่นล่าสุด, HAT, เซนเซอร์ ไปจนถึงเคสและอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ รองรับทั้งภาคการศึกษาและโซลููชันอุตสาหกรรมที่ต้องการขยายกำลังการผลิต ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสินค้าปลอมหรือปัญหาขาดตลาด โดยคุณสามารถตรวจสอบสต็อกแบบเรียลไทม์และเลือกซื้อตามหมวดหมู่ได้อย่างรวดเร็วผ่านหน้าร้านอีคอมเมิร์ซของเรา เพื่อการจัดซื้อที่แม่นยำและคุ้มค่าที่สุด
จากไอเดีย สู่ไลน์ผลิต—ครบจบที่ GlobalByte
ช่องทางการติดต่อ : http://openlink.co/globalbyte