ของมันต้องมี! ปั้น AegiWatch สมาร์ทวอทช์สายสุขภาพทำเองจาก ESP32

AegiWatch 1.0 Smartwatch Prototype
โฉมหน้าของ AegiWatch สมาร์ทวอทช์ทำมือที่แกะกลไกมาโชว์ไส้ในสุดเท่!

Wassup ชาว Maker ทุกคน! 🚀 ปกติเวลาเราอยากได้นาฬิกามาจับชีพจรหรือวัดค่าออกซิเจนในเลือด (SpO2) ก็ต้องไปกำตังค์ซื้อ Smartwatch ราคาแพงๆ ใช่ไหมล่ะครับ? แต่สำหรับสายหาทำอย่างเรา การ "ประกอบใช้เอง" มันได้ฟีลลิ่งและภูมิใจกว่าเยอะ!

วันนี้เลยจะพามาดูโปรเจกต์ "AegiWatch 1.0" โดยคุณ [Cherkaoui Faris] ที่เค้าย่อส่วนระบบตรวจวัดสุขภาพทางการแพทย์ (Medical-grade) มายัดใส่ข้อมือ โดยใช้บอร์ดสมองกลสุดฮิตอย่าง ESP32 และเซนเซอร์บ้านๆ ที่พวกเราหาซื้อได้ทั่วไป มาทำเป็นนาฬิกาสาย Wearable ของแท้!

ผ่าไส้ใน! ใช้อะไหล่อะไรบ้างถึงกลายเป็นนาฬิกาได้? 🛠️

สถาปัตยกรรมของนาฬิกาเรือนนี้ใช้ของแบบตรงไปตรงมา เน้นให้ประหยัดแบตเตอรี่ที่สุดครับ:

  • สมองกล (System Brain): ใช้ชิปตระกูล ESP32 รับจบเรื่องการประมวลผลข้อมูลและดันภาพขึ้นจอ
  • เซนเซอร์สุขภาพ: ใช้โมดูลตระกูล MAX30100 (ตัวอ่านค่า PPG) ซึ่งมันจะยิงแสงสีแดงและอินฟราเรดเพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจและออกซิเจนในเลือด
  • เซนเซอร์จับการเคลื่อนไหว: ใส่โมดูลยอดฮิตอย่าง MPU6050 (IMU) เพื่อแทร็กการเดิน แกว่งแขน หรือแม้แต่ตรวจจับการล้ม (Fall detection) ได้แบบ 6 แกน
  • หน้าจอ: จอ OLED ขนาด 1.3 นิ้ว เล็กกะทัดรัดแต่แสดงกราฟหัวใจเต้นได้ลื่นๆ
  • ระบบไฟ: ใช้แบตเตอรี่ Li-Po ต่อผ่านบอร์ด TP4056 เพื่อให้ชาร์จไฟผ่าน USB ได้เหมือนนาฬิกาแบรนด์ดัง

💡 ป้ายยาไอเทมเด็ด: โปรเจกต์สไตล์ Wearable หัวใจสำคัญคือ "การออกแบบเคส" ให้พอดีข้อมือและให้เซนเซอร์แนบเนื้อที่สุดครับ!

หากเพื่อนๆ กำลังมองหา บอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ ESP32, เซนเซอร์ MAX30100, MPU6050, หรือหน้าจอ OLED ไว้ทำโปรเจกต์ของตัวเอง แถมยังอยากได้ บริการรับปริ้นท์ 3D เพื่อทำเคสนาฬิกาเนียนๆ แวะมาจัดของที่ Globalbyte Shop ได้เลยครับ เรามีของพร้อมส่ง ทัก LINE OA มาส่งแบบ 3D ให้เราประเมินราคาได้ฟรี!

ขั้นตอนการแปลงร่างจากบอร์ดทดลองสู่นาฬิกาข้อมือ 🏃♂️💨

  1. เทสทีละตัว (Unit Testing): อย่าเพิ่งรีบต่อสายไฟหมดนะ! ต้องแยกเทสเซนเซอร์ทีละตัวก่อน เพื่อเคลียร์ปัญหาสัญญาณรบกวน (Noise) และคาลิเบรต (Calibrate) ตัว MPU6050 ให้นิ่ง
  2. รวมร่างลง Protoboard: พอมั่นใจว่าวงจรทำงานได้ เค้าก็จับบัดกรีอุปกรณ์ทั้งหมดลงแผ่นวงจรไข่ปลา (Perfboard) ยัดซ้อนกันเป็นชั้นๆ (Stacking) เพื่อให้ขนาดเล็กลงที่สุด และลดปัญหาสายไฟหลุด
  3. ออกแบบเคส 3D (Fusion 360): ขั้นตอนนี้ถือว่าท้าทายสุด! เค้าต้องออกแบบเคสให้เซนเซอร์วัดชีพจรยื่นออกมาสัมผัสผิวหนังข้อมือได้พอดีเป๊ะ ไม่งั้นค่าที่อ่านได้จะแกว่งและไม่แม่นยำ
  4. อัดเฟิร์มแวร์: เขียนโค้ด Arduino ควบคุมทุกอย่างให้คุยกันผ่าน I2C Bus ซึ่งต้องจัดการเวลาให้ดี ไม่ให้การวาดจอไปดึงจังหวะการอ่านค่าหัวใจ (Non-blocking loop)

แผนผังการเชื่อมต่อ I2C (Bus Sharing) 📡

เนื่องจากมีเซนเซอร์หลายตัว เค้าเลยให้ทุกตัวต่อขนานกันบนสายสัญญาณเดียวกัน (SDA/SCL) แล้วใช้รหัสที่อยู่ (Hexadecimal address) ในการเรียกชื่อแทน:

I2C Architecture
[MAX Sensor   (Address 0x57)] ──┐
[IMU Unit     (Address 0x68)]   ├─── I2C Bus (SDA/SCL) ───> [Microcontroller]
[OLED Display (Address 0x3C)] ──┘

🔗 แหล่งอ้างอิงและไฟล์สำหรับสายแกะโค้ด:

เนื่องจากการดึงสัญญาณดิบจากเซนเซอร์และการเขียนโค้ด I2C แบบ Non-blocking มีความซับซ้อน แอดมินแนะนำให้เพื่อนๆ ตามไปดูการเขียนโค้ดและดาวน์โหลดไฟล์จากผู้พัฒนาโดยตรงครับ:

*Disclaimer (ข้อจำกัดความรับผิดชอบ): เนื้อหาบทความนี้สรุปและเรียบเรียงมาจากโปรเจกต์ของเว็บไซต์ต่างประเทศ (Instructables) ข้อมูลการต่อสาย I2C, การจัดการพลังงานแบตเตอรี่ Li-Po และการเขียนโค้ดอาจมีความซับซ้อน ผู้ที่ต้องการสร้างตามควรศึกษา Datasheet ของเซนเซอร์แต่ละตัว และระมัดระวังการต่อขั้วแบตเตอรี่เพื่อป้องกันการลัดวงจรหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับฮาร์ดแวร์ครับ!

 

แท็ก


Blog posts

เข้าสู่ระบบ

ลืมรหัสผ่านใช่ไหม?

ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม?
สร้างบัญชี