Wearable • Raspberry Pi Pico 2 W • DSP • Body-Coupled Communication

Handoff: สายรัดข้อมือที่ส่ง Contact ผ่านการจับมือด้วย Body-Coupled Communication

ไปงาน Expo หรือ Meetup แล้วคุยกับใครถูกคอ ช่วงท้ายบทสนทนามักจบด้วยคำถามเดิม: มีนามบัตรไหม? สแกน QR ตรงไหน? LinkedIn ชื่ออะไร? แต่โปรเจกต์ Handoff ตั้งคำถามอีกแบบ ถ้า “การจับมือ” ที่เราใช้ทักทายหรือบอกลา กลายเป็นช่องทางแลก Contact ได้เลยจะเป็นอย่างไร?

Rahul Jeyaraj จึงสร้างสายรัดข้อมือ Handoff ขึ้นมาเป็นคู่ เมื่อคนสองคนที่ใส่ Band จับมือกัน Contact Card จะถูกส่งจาก Band หนึ่ง ผ่านร่างกายของทั้งสองคน ไปยังอีก Band แล้วส่งต่อเข้า Android Phone ผ่าน Bluetooth

สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์นี้น่าสนใจไม่ใช่แค่ Contact Sharing แต่คือ Physical Layer ที่ผู้สร้างออกแบบขึ้นเอง: ใช้ Capacitive Body-Coupled Communication, Tone 180/200 kHz, Goertzel DSP, Manchester Coding และ Protocol ที่ต้องทำงานให้ทันช่วงจับมือประมาณหนึ่งวินาที

สายรัดข้อมือ Handoff สำหรับแลก Contact ผ่านการจับมือ
Handoff คือ Wearable Prototype แบบสอง Band ที่ใช้การจับมือเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางส่ง Contact ระหว่างคนสองคน
Key Takeaways
  • Handoff ใช้ Raspberry Pi Pico 2 W เป็น MCU หลักของสายรัดข้อมือ
  • Physical Link ใช้ Capacitive Body-Coupled Communication ผ่านผิวและการจับมือ
  • ใช้ Tone 180 kHz และ 200 kHz พร้อม Noise Bins ที่ 140, 160 และ 220 kHz
  • ADC Sample ที่ 500 ksps และใช้ Goertzel Filter วิเคราะห์ Frequency ที่ต้องการ
  • ข้อมูลใช้ Manchester Coding ที่ 2,000 bit/s
  • ตัวอย่าง vCard ถูก Pack จาก 169 bytes เหลือ 79 bytes ก่อนส่ง
  • แต่ละ Band ใช้ Bluetooth ส่ง Contact เข้า Android App
  • Prototype ปัจจุบันยังมี Near-field Leak เมื่อ Band อยู่ใกล้กันประมาณ 10 cm
  • Battery Life ยังไม่ได้วัดจริง แม้ใช้ Li-ion ประมาณ 500mAh
  • Source มี STL, KiCad, Firmware, Android App และ Build Files ให้ศึกษาต่อ

Handoff คืออะไร?

แนวคิดของ Handoff เริ่มจากการมอง Communication ในทางตรงกันข้ามกับการพยายามส่งสัญญาณให้ไกลขึ้นเรื่อย ๆ

Source ยกตัวอย่างตั้งแต่ Shortwave, FM, Wi-Fi, Bluetooth และ NFC ก่อนจะมาถึงแนวคิดสุดท้าย:

Handoff: 0 cm

เป้าหมายไม่ใช่การส่งข้อมูลข้ามห้องหรือข้ามเมือง แต่ให้ Contact เดินทางระหว่างคนสองคน ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่สัมผัสกันอยู่แล้ว

เมื่อจับมือสำเร็จ Contact จาก Band หนึ่งจะเข้า Band อีกฝั่ง และถูกส่งเข้า Phone ของอีกคน ส่วน Contact ของอีกฝ่ายก็เดินทางย้อนกลับในกระบวนการเดียวกัน

ดู Handoff ทำงานจริง

Video แสดง Concept ของโปรเจกต์ตั้งแต่ Band, การจับมือ ไปจนถึง Contact ที่ปรากฏใน Companion App หลังการแลกข้อมูล

Contact เดินทางจาก Phone หนึ่งไปอีก Phone ยังไง?

แผนภาพการแบ่งระบบ Handoff ระหว่างโทรศัพท์ สายรัดข้อมือ และ Body Link
Handoff แบ่ง Communication เป็นสองช่วง: Bluetooth ระหว่าง Phone กับ Band และ Body-Coupled Link ระหว่าง Band สองตัว
Phone A
เก็บ Contact Card ของเจ้าของ
↓ BLE
Band A
เก็บ Card ที่ Pack แล้วไว้พร้อมส่ง
↓ Capacitive Coupling
Body A → Handshake → Body B
↓ Capacitive Coupling
Band B
รับ Frame และประกอบ Contact
↓ BLE
Phone B
แสดง Contact ใน Handoff App

Bluetooth จึงไม่ใช่ช่องทางแลก Contact ระหว่างคนสองคนโดยตรง แต่ใช้สำหรับเชื่อม Band กับโทรศัพท์ของเจ้าของแต่ละคน

Hardware หลักมีอะไรบ้าง?

ภาพตัดขวางของสายรัดข้อมือ Handoff และชิ้นส่วนภายใน
ภาพ Cross Section ช่วยให้เห็นตำแหน่ง Board, Battery และ Electrodes ภายใน Enclosure
ส่วน Hardware จาก Source หน้าที่
MCU Raspberry Pi Pico 2 W DSP, Protocol, PIO Tone Generation และ Bluetooth
Analog Front End MCP6292-E/MS Dual Op-Amp Amplify สัญญาณขนาดเล็กที่รับจาก Body Link
Skin Electrode Copper Plate ที่หุ้มฉนวน Capacitive Coupling ระหว่าง Circuit กับ Skin
Outer Electrode Copper Plate ต่อ Board Ground Couple กับ Environment เพื่อช่วย Return Path
Feedback RGB LED + Coin Vibration Motor แจ้งสถานะ Pair / Exchange / Result
Battery 1S Li-ion 3.7V ประมาณ 500mAh จ่ายไฟให้ Band
Charging TP4056 Module อยู่ภายนอก Enclosure ใน Prototype ปัจจุบัน
Schematic ของ Handoff Band
Schematic ของ Handoff แสดง MCU, Analog Front End และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับ Band
PCB layout ของ Handoff Band
PCB Layout ของ Prototype ซึ่ง Source ระบุ Board ขนาดประมาณ 40 × 62 mm และ 2 Layers
ภายใน Enclosure ของ Handoff
ภายใน Prototype หลังประกอบ Board และชิ้นส่วนลง Enclosure

Body-Coupled Communication ทำงานยังไง?

แผนภาพ Layer ของ Body-Coupled Communication ใน Handoff
Signal ไม่ได้ส่งผ่านอากาศแบบ Radio Link ปกติ แต่ใช้ Capacitive Coupling เข้าสู่ผิวและเดินทางผ่าน Body Path

Metal Plate ด้านหลัง Band ไม่ได้แตะผิวแบบ Conductive Contact ตรง ๆ เพราะมีชั้นฉนวนคลุมอยู่

Plate กับ Skin จึงทำตัวเหมือน Capacitor:

  • Metal Plate เป็นด้านหนึ่ง
  • Skin เป็นอีกด้าน
  • Insulation เป็น Dielectric

Tone จาก Pico Coupling ผ่าน Plate เข้าสู่ Skin ก่อนเดินทางผ่านแขน, Handshake และแขนของอีกคน ไปยัง Receiver Plate ของอีก Band

เนื่องจากไม่มี Return Wire เชื่อมคนสองคน Prototype จึงใช้ Outer Electrode ซึ่งต่อ Board Ground และ Coupling กับ Environment รอบตัว เพื่อช่วยสร้าง Return Path

แผนภาพ Signal Loop ของ Handoff ผ่านร่างกายและสิ่งแวดล้อม
Diagram แสดงแนวคิด Signal Path และ Return Path ที่ใช้ Body กับ Environment เป็นส่วนหนึ่งของ Link

ทำไมใช้ 180 และ 200 kHz?

Physical Layer รุ่นปัจจุบันส่ง Tone สองค่า:

180 kHz และ 200 kHz

Raspberry Pi Pico 2 W ใช้ PIO สร้าง Tone จาก Pin โดยตรง ทำให้ Source ไม่ต้องใช้ Oscillator หรือ Dedicated Driver Chip เพิ่ม

MCU ถูกตั้ง Clock ที่: 144 MHz

Source อธิบายว่าเลือกค่านี้ เพราะทำให้ Period ของ Tone 180 และ 200 kHz สอดคล้องกับจำนวน Clock Cycles ที่ลงตัวตาม Design

ฝั่งรับ Sample สัญญาณที่: 500,000 samples/second

ทำไมใช้ Goertzel แทน FFT?

แผนภาพ Goertzel Filter สำหรับตรวจ Tone ใน Handoff
Handoff สนใจ Frequency เพียงไม่กี่ค่า จึงใช้ Goertzel แทนการคำนวณ Spectrum ทั้งชุดด้วย FFT

Receiver ไม่ได้ต้องการรู้ว่า Spectrum ทั้งย่านมีอะไรบ้าง แต่ต้องตอบคำถามง่ายกว่านั้น:

ตอนนี้ 180 kHz หรือ 200 kHz เด่นกว่า?

จึงใช้ Goertzel Filters รวม 5 Bins:

Frequency หน้าที่
140 kHz Noise / Guard Bin
160 kHz Noise / Guard Bin
180 kHz Data Tone
200 kHz Data Tone
220 kHz Noise / Guard Bin

ทุก 25 Samples ระบบจะประเมินพลังงานของ Frequency ที่สนใจ ซึ่งที่ Sample Rate นี้เท่ากับ Window ประมาณ: 50 µs

Guard Bins 140, 160 และ 220 kHz ไม่ได้ Carry Data แต่ใช้เป็น Measurement ของ Noise รอบข้าง ในเวลาเดียวกับ Data Tone

Manchester Coding และ Data Rate 2 kbps

แผนภาพการเลือก Tone 180 และ 200 kHz เพื่อแทนข้อมูล
Receiver ไม่สนใจ Absolute Level เป็นหลัก แต่เปรียบเทียบว่า Tone ใดเด่นกว่าในแต่ละช่วงเวลา

Handoff ใช้ Manchester Coding โดยหนึ่ง Bit มีสอง Chips

  • 180 → 200 kHz = 0
  • 200 → 180 kHz = 1

Source ระบุ Data Rate: 2,000 bit/s

ข้อดีของ Scheme นี้คือ ทุก Bit มี Transition ตรงกลาง และแต่ละ Bit ใช้ทั้งสอง Tone ทำให้ Receiver พึ่งการเปรียบเทียบ มากกว่าการจำ Absolute Signal Level เพียงค่าเดียว

Handshake สั้นมาก แล้ว Contact Card จะส่งทันได้ยังไง?

แผนภาพการ Pack vCard ให้มีขนาดเล็กลงก่อนส่งผ่าน Handoff
Contact Card ถูก Pack ก่อนเก็บลง Band เพื่อลดข้อมูลซ้ำที่ไม่จำเป็นต้องส่งผ่าน Link ความเร็วต่ำทุกครั้ง

vCard มีข้อความมาตรฐานซ้ำจำนวนมาก เช่น Field Label และ Header ซึ่งกิน Airtime โดยไม่ได้เพิ่มข้อมูลส่วนบุคคล

Source ยกตัวอย่าง Card หนึ่งใบ:

169 bytes → Pack เหลือ 79 bytes

เทคนิคที่ใช้รวมถึง Tag แบบหนึ่ง Byte, การ Pack ตัวเลข และแทน Common Email Domains ด้วยค่า Compact

หลัง Pack แล้ว Contact จะแบ่งเป็นหลาย Frame โดยข้อมูลสำคัญมาก่อน:

  1. Name + Phone
  2. Email
  3. ข้อมูลที่เหลือ

Frame หนึ่งใช้เวลาประมาณ: 156 ms

ถ้า Handshake สั้นเกินไป Protocol ถูกออกแบบให้ Frame สำคัญ มีโอกาสเดินทางก่อน แทนการรอให้ Contact ทั้งใบครบแล้วค่อยส่ง

Diagram การแบ่ง Contact Card เป็นหลาย Frame
Contact ถูกแบ่งเป็น Frame ขนาดคงที่ เพื่อให้ Receiver สามารถตรวจและประกอบข้อมูลทีละส่วน

ไม่มี Touch Sensor แล้วรู้ได้ยังไงว่าจับมือ?

Prototype ไม่มี Trigger จาก Touch Sensor, Accelerometer หรือ Button สำหรับประกาศว่า “มือแตะกันแล้ว”

Logic ของระบบจึงกลับด้าน:

ถ้าอีก Band ได้ยิน Signal ได้ แปลว่า Communication Path เกิดขึ้นแล้ว

แต่ละ Band ทำ Loop:

Beacon
ส่ง Frame สั้นพร้อม Random Nonce
↓
Listen
รอช่วงเวลา Random
↓
Peer Heard?
ตรวจ Checksum และ Nonce
↓
Exchange
ฝั่งที่ได้ยินก่อนส่ง Frame ก่อน แล้วสลับกันทีละ Frame
Diagram Beacon และ Listen Cycle ของ Handoff
Band ทุกตัวใช้ Firmware แบบเดียวกัน แล้วใช้ Beacon, Nonce และ Listening Cycle เพื่อหาว่าใครได้ยินใครก่อน

Android App ทำอะไร?

หน้าจอ Pairing ของ Handoff Android App
App ใช้ Pair Band เข้ากับเจ้าของ และ Provision Contact Card ก่อนเริ่มใช้งาน

Companion App ดูแลฝั่ง Phone ได้แก่:

  • Pair Band
  • สร้าง Contact Card
  • ดูคนที่เคยพบ
  • Search และ Sort
  • เพิ่ม Note
  • Save Contact ที่เลือกเข้า Phone Contacts
  • ดู Battery / Firmware Information
  • สั่ง Find My Band

Source ระบุว่า Contact ที่รับมาจะอยู่ใน Handoff App ก่อน ไม่ได้ถูกยัดเข้ารายชื่อโทรศัพท์อัตโนมัติทั้งหมด

อีกจุดที่น่าสนใจคือ Android App ไม่มี Internet Permission ตาม Design ที่ผู้สร้างอธิบาย ดังนั้น Contact History ถูกเก็บบน Phone ตามระบบของ Project

อย่าตีความเกิน Source: การไม่มี Internet Permission ไม่ได้เท่ากับการยืนยันว่า Body Link หรือ Contact Exchange ใช้ End-to-End Encryption เพราะ Source รอบนี้ไม่ได้ระบุ Encryption Scheme
หน้าจอ Contact Card ของเจ้าของ Handoff Band
ผู้ใช้เลือกข้อมูลที่ต้องการบันทึกลง Contact Card ก่อน Provision เข้า Band
Contact ที่ได้รับหลังจับมือใน Handoff App
Contact ที่ได้รับจาก Handshake ถูกแสดงใน App พร้อมข้อมูลที่ส่งมาจากอีก Band
หน้า Home ของ Handoff Android App
หน้า Home รวมสถานะ Band และรายชื่อคนที่เคยรับ Contact มา

Story ดูเหมือน Product พร้อมใช้ แต่ Prototype จริงยังมีข้อจำกัด

ต้นฉบับใช้ Storytelling จำลองภาพ Handoff ถูกแจกในงาน Expo ซึ่งช่วยอธิบาย User Experience ได้ดี แต่ช่วง Technical Conclusion ผู้สร้างเปิดข้อจำกัดของ Hardware รุ่นปัจจุบันไว้หลายข้อ

สิ่งที่ Concept ต้องการ สถานะ Prototype ปัจจุบัน
จับมือธรรมดาแล้วแลก Contact Held Clasp ที่ Skin Contact ชัดทำงานดีกว่า และผู้สร้างต้องการปรับรุ่นถัดไปให้ Ordinary Shake ทำงานได้ดีขึ้น
ใส่ข้อมือไหนก็ได้ ต้องอยู่บนมือข้างที่ใช้จับมือ
0 cm / Touch-only พบ Near-field Leak เมื่อ Band สองตัวอยู่ใกล้กันประมาณ 10 cm
ใช้ได้ทั้ง Event ยังไม่ได้วัด Current Draw และ Battery Runtime
App พร้อมติดตั้ง Prototype ปัจจุบันเป็น Android App ที่ต้อง Build จาก Source
ขนาดแบบ Watch Enclosure ปัจจุบันประมาณ 45 × 65 × 25 mm
Battery Life ยังตอบไม่ได้: แม้ Prototype ใช้ Li-ion ประมาณ 500mAh แต่ผู้สร้างระบุว่ายังไม่ได้วัด Current Draw ดังนั้นไม่สามารถสรุป Runtime เป็นชั่วโมงหรือจำนวนวันได้

ผลการวัด Physical Layer v2

Official GitHub ของ Project รายงาน Worn Link Test ของ v2 ไว้ว่า:

  • 1,015 good frames
  • Frame Error Rate 0.163

ขณะที่ v1 ใน Test เดียวกัน:

  • 447 good frames
  • Frame Error Rate 0.296

ตัวเลขนี้เป็น Measurement จาก Setup ของผู้สร้าง ไม่ใช่ Product Reliability Specification สำหรับทุกสภาพแวดล้อม

Safety ก่อนคิดจะสร้าง

Project นี้นำ Signal ผ่านเส้นทางที่รวมร่างกายมนุษย์อยู่ด้วย: ต้องรักษา Safety Rule ของ Source อย่างเคร่งครัด และไม่ควรดัดแปลง Power / Electrode / Current Path จากการคาดเดา
  • ใช้ Battery เท่านั้น เมื่อ Band ถูกสวมบนตัว
  • ห้ามใช้ Band ที่ยังต่อกับ Mains-powered Laptop ขณะสวม
  • Skin Electrode ต้องมีฉนวนปิดครบ Edge-to-edge
  • Outer Electrode ต้องหันออกจากร่างกายตาม Design
  • Source ระบุ Hand-to-hand only
  • Source ระบุไม่ให้ใช้กับผู้ที่มี Pacemaker หรือ Implanted Defibrillator

R1 / R2 มี Caveat ใน Source

Prototype ที่สร้างจริง ใช้ R1 และ R2 ที่: 100 kΩ

แต่ Design Rule เดิม และบางส่วนของ Silkscreen / BOM ยังอ้าง: 1 MΩ

อย่าแก้ Conflict นี้ด้วยการเดา: ผู้สร้างมีคำอธิบาย Safety และเหตุผลของค่าที่ใช้จริงใน Documentation หากจะสร้างควรอ่าน Body-Coupled Design และ Hardware Bring-up Guide ต้นฉบับก่อน ไม่ควรเลือกค่าเองจากตารางสรุปในบทความนี้

PCB, Firmware และ GitHub Files มีให้ศึกษาจริง

Official Repository แยก Project ออกเป็นหลายส่วน:

  • firmware/ — Pico SDK Firmware และ DSP / Protocol
  • hardware/ — KiCad PCB, Schematic, BOM และ Fab Files
  • hardware/enclosure/ — Enclosure Files
  • android/ — Native Android App
  • docs/ — Design, Link, Bring-up และ Full Write-up
  • scripts/ — Build, Test และ Hardware Bring-up Tools

Repository ที่ตรวจรอบนี้เป็น Public แต่ไม่ได้พบ Project-wide LICENSE File ที่ประกาศ License ชัดเจน จึงไม่ควรสมมติว่าเป็น MIT, GPL หรือ License อื่น เพียงเพราะ Source Code เปิดให้ดู

Build และ Test จาก Official GitHub

Official Repository ใช้ Raspberry Pi Pico SDK, CMake และ Ninja และมี Script สำหรับ Build / Test โดยตรง

Build / Test Commands จาก Official GitHub
python scripts/build.py --target handoff
python scripts/test.py
python scripts/bringup.py flash handoff

Repository ยังระบุ Host Test Suite สำหรับ DSP, Link, Record และ Protocol เพื่อให้หลายส่วนของ Firmware ทดสอบได้โดยไม่ต้องมี Hardware จริง

อย่าทดสอบ Worn Band ผ่าน USB: Source เตือนว่า USB จะเชื่อม Ground ผ่าน Computer และเปลี่ยน Return Path ของระบบ Body-Coupled Communication ทั้งในแง่ Safety และ Measurement

3D Printed Enclosure: มี STL ให้ครบ Top, Bottom และ Button

Handoff Band พร้อม Enclosure และสายรัดข้อมือ
Current Enclosure ยังเป็น Prototype ขนาดประมาณ 45 × 65 × 25 mm บน Strap 22 mm

Source มีไฟล์ Enclosure แยกเป็น:

  • Top
  • Bottom
  • Button

Print Information ที่ Source ระบุ:

  • Material: PLA หรือ PETG
  • Layer Height: 0.2 mm

Source ไม่ได้ให้ค่า Infill, Nozzle, Support, Print Temperature หรือ Bed Temperature จึงไม่ควรสร้างค่าขึ้นเพิ่มเติม

มีไฟล์ STL แล้วแต่ไม่มีเครื่องพิมพ์? สามารถส่งไฟล์ให้ทีม Globalbyte ช่วยประเมินบริการพิมพ์ 3D ได้ โดยยึด Dimension และไฟล์ต้นฉบับของ Project และไม่ควรเดา Print Settings ที่ Source ไม่ได้ระบุ

รุ่นต่อไปผู้สร้างอยากแก้อะไร?

Chapter ท้ายของ Source ไม่ได้ปิดแบบ “เสร็จสมบูรณ์” แต่ระบุสิ่งที่ควรปรับต่อไว้อย่างชัดเจน

  • ทำให้ Ordinary Handshake ทำงานได้ดีขึ้น
  • ลด Near-field Leak
  • ทดลอง Frequency ที่สูงกว่า 200 kHz ซึ่งต้องเปลี่ยน Hardware
  • ลดขนาด Board / Enclosure ให้ใกล้ Watch-sized
  • ลด Power Consumption และวัด Battery Life จริง
  • รวม Charging Circuit เข้า Board แทน TP4056 ภายนอก
  • เก็บ Contact ไว้บน Band ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องพึ่ง Phone ตลอด
  • เพิ่ม Clock บน Band เพื่อ Timestamp ตอนจับมือจริง
  • รองรับ Work Card และ Personal Card
  • ทำ iPhone App

ทำให้ Handoff เป็น Project ที่น่าสนใจ ไม่ใช่เพราะมันแก้ทุกอย่างเสร็จแล้ว แต่เพราะผู้สร้างบันทึกทั้งสิ่งที่เวิร์ก และสิ่งที่ยังไม่เวิร์กไว้ค่อนข้างละเอียด

โปรเจกต์นี้มีหลายขั้น แนะนำอ่านต้นฉบับควบคู่กัน

Handoff มีทั้ง Analog Front End, DSP, Protocol, BLE, Android App, PCB และ Body-Coupled Communication รวมถึง Safety Rule เฉพาะของระบบ จึงไม่ควรอาศัยบทความสรุปเพียงหน้าเดียวหากต้องการสร้างจริง

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

1. Handoff คืออะไร?

เป็น Wearable Prototype แบบสองสายรัดข้อมือ ที่แลก Contact Card ผ่านการจับมือ แล้วส่ง Contact เข้า Android Phone ผ่าน Bluetooth

2. ใช้ Raspberry Pi รุ่นไหน?

ใช้ Raspberry Pi Pico 2 W เป็น MCU Board หลักของแต่ละ Band

3. Contact ส่งผ่าน Bluetooth ระหว่างคนสองคนโดยตรงไหม?

ไม่ Body Link ระหว่าง Band ใช้ Capacitive Body-Coupled Communication ส่วน Bluetooth ใช้เชื่อม Band กับ Phone ของเจ้าของแต่ละคน

4. Body-Coupled Communication คืออะไรใน Project นี้?

เป็นการ Couple Signal จาก Electrode ที่มีฉนวนผ่าน Skin แล้วใช้ร่างกายและการจับมือ เป็นส่วนหนึ่งของ Signal Path

5. Handoff ใช้ Frequency เท่าไร?

Data Tone ใช้ 180 และ 200 kHz ส่วน 140, 160 และ 220 kHz ใช้เป็น Noise / Guard Bins

6. ทำไมใช้ Goertzel แทน FFT?

Source อธิบายว่าระบบต้องวัดเพียง Frequency ไม่กี่ค่า Goertzel จึงตอบโจทย์กว่าการคำนวณ Spectrum ทั้งชุด

7. Data Rate เท่าไร?

Source ระบุ 2,000 bit/s โดยใช้ Manchester Coding

8. ทำไม Contact Card ต้องถูก Pack?

Link มีเวลาสั้นและ Data Rate จำกัด Source จึง Pack ตัวอย่าง vCard จาก 169 bytes เหลือ 79 bytes เพื่อลดข้อมูลมาตรฐานที่ซ้ำกัน

9. ต้องจับมือนานแค่ไหน?

Source ใช้ช่วงประมาณหนึ่งวินาทีเป็นบริบทของ Handshake และ Build Guide ระบุให้จับแบบ Firm Grip ประมาณหนึ่งวินาที แต่ Prototype ยังไม่ให้ Ordinary Shake ทำงานได้สมบูรณ์ทุกกรณี

10. ใส่ Band ข้อมือไหนก็ได้ไหม?

Prototype ปัจจุบันต้องใส่บนข้างที่ใช้จับมือ ผู้สร้างระบุว่าอีกข้างไม่ทำงานตามที่คาด

11. ต้องแตะกันจริง 0 cm เท่านั้นไหม?

Design Intent คือ Touch-only แต่ Prototype พบ Near-field Leak ที่ Band สองตัวสามารถ Complete Exchange ได้เมื่ออยู่ใกล้กันประมาณ 10 cm ในบาง Test

12. Contact ถูกเก็บบน Cloud หรือไม่?

Source ระบุว่า Android App ไม่มี Internet Permission และ Contact History อยู่บน Phone แต่ Source ไม่ได้ระบุ Cloud Architecture หรือ Encryption เพิ่มเติมนอกเหนือจากนั้น

13. มี iPhone App หรือยัง?

ยังไม่มีใน Prototype ปัจจุบัน ผู้สร้างระบุ iPhone App เป็นหนึ่งในสิ่งที่อยากเพิ่มในรุ่นต่อไป

14. Battery ใช้ได้นานแค่ไหน?

Source ยังไม่ได้วัด Current Draw และ Battery Runtime จริง จึงไม่มีตัวเลขชั่วโมงที่ยืนยันได้

15. มีไฟล์ STL ไหม?

มี Source ให้ไฟล์ Enclosure Top, Bottom และ Button สำหรับ 3D Printing

16. มี Schematic และ PCB Files ไหม?

มี Official Repository มี KiCad Schematic, PCB, BOM และ Fabrication Files

17. ต้องใช้ Oscilloscope หรือไม่?

Source ระบุว่า Build นี้ทำ Bring-up ด้วย Multimeter และไม่ได้ใช้ Oscilloscope ในขั้นตอนที่ผู้สร้างบันทึกไว้

18. Handoff พร้อมเอาไปแจกคนใน Event จริงหรือยัง?

Source แสดง Prototype ที่ทำงานจริง แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่อง Near-field Leak, Wrist Position, Ordinary Handshake, Battery Measurement, Charging Design และขนาด Enclosure จึงไม่ควรตีความว่าเป็น Commercial Product ที่พร้อม Deploy ทันที

References / แหล่งข้อมูลต้นฉบับ

Wearable ที่น่าสนใจ ไม่ได้เริ่มจากหน้าจอเสมอไป

Handoff เป็นตัวอย่างว่า Raspberry Pi Pico 2 W สามารถถูกใช้มากกว่าการต่อ Sensor หรือควบคุมอุปกรณ์ทั่วไป: PIO สร้าง Tone, ADC รับ Signal, DSP แยก Frequency, BLE เชื่อม Phone และ Protocol ทั้งชุดถูกออกแบบรอบ Interaction ที่ธรรมดามากอย่าง “การจับมือ”

หากกำลังทำ Raspberry Pi Pico, Embedded, Sensor, Wearable หรือ Electronics Project สามารถสอบถามทีม Globalbyte เรื่อง Development Board และอุปกรณ์ที่เหมาะกับ Project ได้

และถ้ามีไฟล์ STL / Enclosure แต่ไม่มีเครื่องพิมพ์ สามารถส่งไฟล์ให้ทีม Globalbyte ช่วยประเมินบริการพิมพ์ 3D ได้เช่นกัน

Disclaimer: บทความนี้เป็นการสรุปและเรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษ อาจมีความคลาดเคลื่อน กรุณาตรวจสอบ Source ต้นฉบับก่อนลงมือทำ Handoff เป็น Prototype ที่ใช้ Body-Coupled Communication ซึ่งมีร่างกายมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของ Signal Path Source กำหนดให้ใช้ Battery เท่านั้นเมื่ออุปกรณ์ถูกสวมบนตัว, ห้ามเชื่อมต่อกับ Mains-powered Laptop ระหว่างการใช้งานบนร่างกาย, Electrode ต้องมีฉนวนปิดครบ และระบุไม่ให้ใช้กับผู้ที่มี Pacemaker หรือ Implanted Defibrillator ค่าของ R1/R2 มีความแตกต่างระหว่าง Prototype ที่สร้างจริง กับ Design Rule / Silkscreen / BOM บางส่วน จึงควรอ่าน Safety Section และ Hardware Documentation ต้นฉบับก่อนสร้าง Prototype ปัจจุบันยังพบ Near-field Leak เมื่อ Band อยู่ใกล้กันประมาณ 10 cm, ต้องสวมบนมือข้างที่ใช้จับ, และ Ordinary Handshake ยังเป็นจุดที่ผู้สร้างต้องการปรับปรุง Source ยังไม่ได้วัด Current Draw หรือ Battery Runtime จึงไม่ควรคำนวณหรือ Claim ระยะเวลาใช้งานจาก Battery 500mAh เอง Android App ไม่มี Internet Permission ตาม Source แต่ Source ไม่ได้ระบุ End-to-End Encryption จึงไม่ควรตีความเป็น Security Guarantee Print Settings ที่ยืนยันได้มี PLA หรือ PETG และ Layer Height 0.2 mm ส่วน Infill, Nozzle, Support, Print Temperature และ Bed Temperature Source ไม่ได้ระบุ และ Repository ที่ตรวจรอบนี้เป็น Public แต่ไม่พบ Project-wide License ที่ประกาศ License ชัดเจน จึงไม่ควรสมมติสิทธิ์การนำ Source Code, PCB หรือ STL ไปใช้ต่อเชิงพาณิชย์โดยอัตโนมัติ

 

แท็ก


Blog posts